สรุปสั้น ๆ
- ตั้งงบจากเป้ายอดขาย ไม่ใช่จากเงินที่พอมี แล้วไล่ย้อนกรวย เห็น ทัก นัด ปิด
- เส้นเตือนที่ผมใช้คือค่าโฆษณาไม่ควรเกิน 20% ของยอดขายที่มันสร้าง
- งบ 20,000 ก็เริ่มได้ ขอแค่รู้ล่วงหน้าว่าตัวเลขเท่าไหร่คือผ่าน เท่าไหร่คือต้องหยุด
- อาหารเสริมต้องหักต้นทุนสินค้าและค่าส่งก่อน ถึงจะรู้ว่าเหลือให้โฆษณาเท่าไหร่
คำถามที่เจ้าของธุรกิจถามผมบ่อยที่สุดคือ “เดือนหน้าควรยิงแอดเท่าไหร่ดี” ซึ่งตอบยากจริง ๆ ถ้าไม่มีตัวตั้ง
ธุรกิจที่ยิงแอดเองส่วนใหญ่เริ่มจากตัวเลขที่พอจ่ายไหว แล้วค่อยดูผล วิธีนี้ไม่ผิด แต่พอครบเดือนมักตอบไม่ได้ว่าผลที่ได้ดีหรือยัง เพราะไม่ได้ตั้งเส้นวัดไว้ก่อนกดยิง บทความนี้จะพาไล่ย้อนกรวยจากเป้ายอดขายผ่าน 3 ธุรกิจที่ขายออนไลน์ครับ
ทำไมผมถึงเขียนเรื่องนี้
เพราะเวลาไม่มีเส้นวัดร่วมกัน ทีมจะเถียงกันเรื่องผลลัพธ์ทุกเดือน และคนตัดสินใจก็ไม่กล้าเพิ่มงบ ทั้งที่บางทีตัวเลขบอกว่าควรเพิ่ม
อ่านจบแล้วคุณจะมีตารางคำนวณของตัวเอง ที่บอกได้ว่าเดือนหน้าควรใช้งบเท่าไหร่ และถ้าไม่ถึงเป้าควรแก้ตรงไหนก่อน
สารบัญ
- คำนวณงบโฆษณาย้อนกลับจากเป้ายอดขาย ทำยังไง
- ตัวอย่างงบโฆษณาคลินิกความงาม ต้องใช้เท่าไหร่
- ตัวอย่างงบโฆษณาศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ต้องใช้เท่าไหร่
- ตัวอย่างงบโฆษณาอาหารเสริมออนไลน์ คิดกำไรยังไงให้ครบ
- งบโฆษณาควรเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย และเริ่มที่ 20,000 ได้ไหม
- Facebook Google TikTok LINE Ads ควรเลือกแพลตฟอร์มไหน
- แบ่งงบโฆษณาออนไลน์ยังไงดี
- วัดผลโฆษณาข้ามแพลตฟอร์มยังไงไม่ให้ตัวเลขซ้ำซ้อน
- สรุป ตั้งงบเท่าไหร่ถึงเรียกว่าพอ
- คำถามที่เจอบ่อย
คำนวณงบโฆษณาย้อนกลับจากเป้ายอดขาย ทำยังไง
มองการขายเป็นกรวย 4 ขั้น เห็นโฆษณา ทัก นัด ปิดการขาย ทั้งสามธุรกิจใช้กรวยเดียวกัน ต่างกันแค่ตัวเลขในแต่ละขั้น เวลาใช้จริงให้กรอกจากล่างขึ้นบน ตั้งเป้ายอดขายก่อนแล้วหารขึ้นไปทีละขั้น
| ขั้นในกรวย | ได้ตัวเลขมาจาก |
|---|---|
| เห็นโฆษณา | จำนวนคนทัก หารด้วย อัตราที่คนเห็นแล้วทัก |
| ทัก | จำนวนนัด หารด้วย อัตราที่ทักแล้วมานัด |
| นัด | จำนวนดีล หารด้วย อัตราปิดจากการนัด |
| ปิดการขาย | เป้ายอดขาย หารด้วย ยอดเฉลี่ยต่อดีล |
| งบโฆษณา | จำนวนคนเห็น หารพัน คูณด้วย ราคาต่อพันการมองเห็น |
เสร็จแล้วเช็กกลับสองตัวคือต้นทุนต่อดีล และสัดส่วนค่าโฆษณาต่อยอดขาย สองตัวนี้บอกได้ว่าแผนกำไรหรือขาดทุนตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

ตัวเลขในตัวอย่างทั้งหมดข้างล่างเป็นตัวเลขสมมตินะครับ ใส่ไว้ให้เห็นวิธีคิด ไม่ใช่ค่ามาตรฐานของอุตสาหกรรม
ตัวอย่างงบโฆษณาคลินิกความงาม ต้องใช้เท่าไหร่
คลินิกความงามขายผ่านแชทเกือบทั้งหมด คนทักมาถามราคา นัดเข้ามาปรึกษา แล้วค่อยซื้อคอร์ส สิ่งที่คุณซื้อจากโฆษณาจึงเป็นแชท ไม่ใช่ยอดขาย
สมมติตั้งเป้าเดือนละ 1,500,000 บาท คอร์สเฉลี่ย 15,000 บาท กรวยจะออกมาแบบนี้
| ขั้นในกรวย | จำนวน | อัตราที่ใช้ |
|---|---|---|
| เห็นโฆษณา | 667,000 ครั้ง | ราคาต่อพันการมองเห็น 250 บาท |
| ทัก | 667 แชท | 0.1% ของคนที่เห็น |
| นัดเข้าคลินิก | 200 ราย | 30% ของคนที่ทัก |
| ปิดคอร์ส | 100 คอร์ส | 50% ของคนที่มา |
| งบโฆษณา | 167,000 บาท | ต้นทุนต่อแชท 250 บาท |
ต้นทุนต่อคอร์สคือ 1,670 บาท และค่าโฆษณาคิดเป็น 11% ของยอดขาย ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ไปต่อได้
จุดที่ควรระวังคืออัตรา 30% กับ 50% มาจากทีมแอดมินและทีมหน้าร้าน ไม่ได้มาจากโฆษณา ถ้าแอดมินตอบช้าช่วงเย็น ตัวเลขจะตกโดยที่โฆษณาไม่ได้แย่ลงเลย
อีกเรื่องคือครีเอทีฟ Meta ห้ามภาพเปรียบเทียบก่อนหลังในกลุ่มลดริ้วรอย โบทอกซ์ ฟิลเลอร์ ส่วน TikTok ห้ามหัตถการรุกล้ำในหลายตลาด วางแผนภาพไว้แต่ต้นประหยัดกว่าโดนปฏิเสธแล้วมาแก้
ตัวอย่างงบโฆษณาศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ต้องใช้เท่าไหร่
ธุรกิจนี้ต่างจากคลินิกสองเรื่อง รายได้เข้าเป็นรายเดือนต่อเนื่อง และคนตัดสินใจคือลูกหลานวัยทำงาน รอบตัดสินใจจึงยาวเป็นสัปดาห์ถึงเป็นเดือน
เป้าจึงควรตั้งเป็นจำนวนเตียงที่ต้องเติม ไม่ใช่ยอดขาย สมมติต้องเติม 6 เตียง เตียงละ 35,000 บาทต่อเดือน
| ขั้นในกรวย | จำนวน | อัตราที่ใช้ |
|---|---|---|
| เห็นโฆษณา | 120,000 ครั้ง | ราคาต่อพันการมองเห็น 450 บาท |
| สอบถาม | 60 ราย | 0.05% ของคนที่เห็น |
| มาเยี่ยมชม | 15 ราย | 25% ของผู้สอบถาม |
| เซ็นสัญญา | 6 เตียง | 40% ของคนที่มาเยี่ยมชม |
| งบโฆษณา | 54,000 บาท | ต้นทุนต่อผู้สอบถาม 900 บาท |
ต้นทุนต่อเตียงคือ 9,000 บาท และค่าโฆษณาคิดเป็น 26% ของรายได้เดือนแรก ซึ่งเกินเส้น 20% ที่ผมจะพูดถึงในหัวข้อถัดไป
แต่ยังรับได้ เพราะเดือนที่สองเป็นต้นไปเตียงเดิมยังสร้างรายได้โดยแทบไม่มีต้นทุนโฆษณาเพิ่ม ธุรกิจที่รายได้ต่อเนื่องแบบนี้ควรดูระยะคืนทุนแทนสัดส่วนรายเดือน
กับดักที่เจอบ่อยคือเอามูลค่าตลอดสัญญาทั้งก้อนมาหาร แล้วได้ตัวเลขสวยเป็นสิบเท่า แต่เงินก้อนนั้นยังไม่เข้าวันนี้ ตั้งงบจากรายได้เดือนแรกไว้ก่อนปลอดภัยกว่า
ตัวอย่างงบโฆษณาอาหารเสริมออนไลน์ คิดกำไรยังไงให้ครบ
อาหารเสริมมียอดต่อบิลเล็กที่สุด และมีต้นทุนแฝงหลายตัว ถ้าคิดแค่ยอดขายลบค่าโฆษณาจะเห็นภาพผิด เริ่มจากหากำไรขั้นต้นต่อออเดอร์ก่อน สมมติขายขวดละ 1,200 บาท
| รายการ | บาทต่อออเดอร์ |
|---|---|
| ราคาขาย | 1,200 |
| ต้นทุนสินค้า | 420 |
| ค่าแพ็คและค่าจัดส่ง | 60 |
| ค่าธรรมเนียมชำระเงิน | 36 |
| กำไรขั้นต้น | 684 บาท คิดเป็น 57% |
ตัวเลข 684 บาทนี้คือเพดานจริงของค่าโฆษณาต่อออเดอร์ ไม่ใช่ 1,200 บาท ทีนี้มาไล่กรวยจากเป้ายอดขาย 800,000 บาท
| ขั้นในกรวย | จำนวน | อัตราที่ใช้ |
|---|---|---|
| เห็นโฆษณา | 1,780,000 ครั้ง | ราคาต่อพันการมองเห็น 67 บาท |
| ทัก | 2,667 แชท | 0.15% ของคนที่เห็น |
| ปิดการขาย | 667 ออเดอร์ | 25% ของคนที่ทัก |
| งบโฆษณา | 119,000 บาท | ต้นทุนต่อแชท 45 บาท |
ต้นทุนต่อออเดอร์คือ 179 บาท หักจากกำไรขั้นต้น 684 บาท เหลือกำไรจริง 505 บาทต่อออเดอร์ และค่าโฆษณาคิดเป็น 15% ของยอดขาย
ตัวแปรที่คนมักลืมคือการซื้อซ้ำ ถ้าลูกค้าซื้อเฉลี่ยสองครั้งขึ้นไป ต้นทุนจริงต่อลูกค้าจะต่ำกว่า 179 บาทมาก ซึ่งเปลี่ยนคำตอบเรื่องงบไปคนละเรื่อง
งบโฆษณาควรเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย และเริ่มที่ 20,000 ได้ไหม
ก่อนไปเรื่องแพลตฟอร์ม ขอปักเส้นวัดไว้หนึ่งเส้น เพราะใช้ตัดสินใจได้เร็วที่สุดว่าจะไปต่อหรือหยุด
เส้นที่ผมใช้คือ ค่าโฆษณาไม่ควรเกิน 20% ของยอดขายที่มันสร้าง ไม่ใช่กฎสากล แต่ใช้เป็นสัญญาณได้ดี ถ้าเกินให้กลับไปดูกลุ่มเป้าหมายและครีเอทีฟก่อนคิดเรื่องเพิ่มงบ ส่วนธุรกิจที่รายได้ต่อเนื่องให้ดูระยะคืนทุนแทน
ส่วนงบน้อย เริ่มที่ 20,000 บาทได้ครับ แค่ต้องเขียนไว้ก่อนกดยิงว่าเท่าไหร่คือผ่าน ลองย่อส่วนตัวเลขคลินิกชุดเดิมดู
| ขั้นในกรวย | ที่ควรได้จากงบ 20,000 |
|---|---|
| ทัก | 80 แชท |
| นัดเข้าคลินิก | 24 ราย |
| ปิดคอร์ส | 12 คอร์ส |
| ยอดขายที่ควรได้ | 180,000 บาท คิดเป็นค่าโฆษณา 11% |
พอครบเดือนจะตอบตัวเองได้ ถ้าได้ 12 คอร์สคือตามแผน แต่ถ้าได้ 5 คอร์ส ค่าโฆษณาจะพุ่งเป็น 27% ของยอดขาย นั่นคือสัญญาณให้หยุดแล้วแก้ ไม่ใช่เติมเงินเพิ่ม
ส่วนเมื่อไหร่ควรเพิ่มงบ ผมดูสามข้อพร้อมกัน ตัวเลขนิ่งติดกันสองเดือน ค่าโฆษณาต่อยอดขายต่ำกว่าเส้นที่ตั้งไว้ และทีมขายรับงานเพิ่มไหว ครบสามข้อค่อยขยับทีละ 20 ถึง 30% ไม่ใช่เท่าตัว เพราะระบบต้องใช้เวลาปรับตัวใหม่ทุกครั้งที่งบเปลี่ยนแรง ๆ
Facebook Google TikTok LINE Ads ควรเลือกแพลตฟอร์มไหน
พอรู้งบแล้ว คำถามถัดมาคือเอาไปลงที่ไหน ตอบได้จากคำถามเดียวคือคนซื้อของคุณกำลังหาอยู่แล้ว หรือยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากได้
| แพลตฟอร์ม | บทบาทหลัก | เหมาะกับ | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| Google Search | ดักคนที่กำลังค้นหา | บริการที่คนรู้ว่าตัวเองต้องการ เช่น บ้านพักผู้สูงอายุย่านนั้น | ปริมาณจำกัดตามคนค้นจริง และบางหมวดสุขภาพต้องผ่านการรับรอง |
| Meta | สร้างความต้องการ และเก็บแชท | ทุกธุรกิจที่ปิดการขายผ่านแชท | นโยบายหมวดสุขภาพและความงามเข้ม ห้ามภาพก่อนหลังบางกลุ่ม |
| TikTok | สร้างการรับรู้ด้วยวิดีโอสั้น | อาหารเสริมและความงามที่เล่าเรื่องได้ | ห้ามคำกล่าวอ้างเชิงรักษาโรค และห้ามหัตถการรุกล้ำในหลายตลาด |
| LINE Ads | เข้าถึงกว้าง และเก็บเป็นเพื่อนไว้ตามต่อ | กลุ่มอายุมาก และธุรกิจที่รอบตัดสินใจยาว | เครื่องมือวัดผลและคลังครีเอทีฟยังน้อยกว่าสองเจ้าแรก |
ที่ผมชอบใน LINE Ads คือวัตถุประสงค์แบบเก็บเพื่อน เพราะพอเป็นเพื่อนแล้วส่งข้อความหาได้อีกโดยไม่ต้องจ่ายค่าสื่อซ้ำ ธุรกิจที่รอบตัดสินใจยาวได้ประโยชน์มาก
แบ่งงบโฆษณาออนไลน์ยังไงดี
ถ้ายังไม่มีข้อมูลของตัวเอง ให้เริ่มจากสัดส่วนที่สอดคล้องกับพฤติกรรมคนซื้อก่อน แล้วค่อยย้ายงบตามตัวเลขจริงเมื่อผ่านไป 4 ถึง 6 สัปดาห์
| ธุรกิจ | Meta | TikTok | LINE | |
|---|---|---|---|---|
| คลินิกความงาม | 50% | 25% | 20% | 5% |
| ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ | 40% | 45% | 0% | 15% |
| อาหารเสริม | 45% | 10% | 35% | 10% |
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุได้ Google เยอะเพราะลูกหลานค้นหาด้วยความตั้งใจอยู่แล้ว ส่วนอาหารเสริมได้ TikTok เยอะเพราะคนไม่ได้ตั้งใจค้น แต่เห็นแล้วอยากลอง
กฎที่ผมใช้คุมคือ 70 20 10 ครับ 70% ใส่สิ่งที่พิสูจน์แล้ว 20% ขยายสิ่งที่เริ่มมีแวว 10% ไว้ทดลอง และอย่าซอยงบจนแต่ละที่ได้น้อยเกินไป Google แนะนำให้ประเมินจากช่วงที่มี conversion อย่างน้อย 30 ครั้ง งบต่ำกว่า 50,000 ต่อเดือนควรเริ่มที่เดียวก่อน

วัดผลโฆษณาข้ามแพลตฟอร์มยังไงไม่ให้ตัวเลขซ้ำซ้อน
พอยิงหลายที่พร้อมกัน ปัญหาที่ตามมาคือเอายอดที่แต่ละเจ้าเคลมมาบวกกันแล้วได้มากกว่ายอดขายจริง สาเหตุไม่ใช่ใครโกง แต่แต่ละเจ้าให้เครดิตด้วยโมเดลและหน้าต่างเวลาของตัวเอง ลูกค้าคนเดียวที่เห็นโฆษณาบน TikTok แล้วไปค้น Google ต่อ จึงถูกนับสองรอบ ผมแก้ด้วยสามข้อนี้
1. ยึดยอดขายจริงในระบบหลังบ้าน เอางบทุกแพลตฟอร์มรวมกันหารด้วยดีลจริง ได้เป็นต้นทุนต่อดีลแบบรวม ตัวเลขนี้โกหกไม่ได้
2. ติด UTM ทุกลิงก์แล้วใช้ GA4 เป็นตัวเทียบ เพราะ GA4 มองข้ามช่องทางได้ในที่เดียว ต่างจากแดชบอร์ดแต่ละเจ้าที่เห็นแค่บ้านตัวเอง
3. ใช้แดชบอร์ดแพลตฟอร์มเพื่อปรับ ไม่ใช่เพื่อรายงาน ดีมากสำหรับเทียบชิ้นงาน A กับ B ในบ้านเดียวกัน แต่ไม่เหมาะเอาไปรวมข้ามบ้าน
สรุป ตั้งงบเท่าไหร่ถึงเรียกว่าพอ
ไม่มีสูตรตายตัวครับ งบที่ใช่ขึ้นอยู่กับยอดต่อบิล อัตราปิดการขาย และกำไรขั้นต้นของธุรกิจคุณ บริษัทที่สายป่านยาวจะทดลองด้วยงบก้อนใหญ่ได้เลย ส่วนบริษัทที่งบจำกัดไม่ได้เสียเปรียบ ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าตัวเลขแบบไหนคือแพงเกินไป
| สัญญาณ | ตัวเลขที่เห็น | ควรทำอะไร |
|---|---|---|
| ไปต่อได้ | ค่าโฆษณาต่ำกว่า 20% ของยอดขาย และต้นทุนต่อดีลต่ำกว่ากำไรขั้นต้น | รักษาของเดิม แล้วขยับงบขึ้นทีละ 20 ถึง 30% |
| เริ่มน่าห่วง | ค่าโฆษณาแตะ 20 ถึง 30% ของยอดขาย | ปรับกลุ่มเป้าหมายและเปลี่ยนครีเอทีฟก่อน อย่าเพิ่งเติมงบ |
| ยิงไปก็ขาดทุน | ต้นทุนต่อดีลสูงกว่ากำไรขั้นต้นต่อดีล | หยุดชุดที่แย่ แล้วกลับไปแก้อัตราปิดการขายหรือราคาต่อบิล |
ถ้าอ่านจบแล้วยังไม่แน่ใจว่าตัวเลขของธุรกิจคุณอยู่ตรงไหนของตารางนี้ ทีมเรายินดีช่วยดูให้ครับ ทักมาคุยกันได้
เรื่องที่ยังไม่ได้พูดถึงในบทความนี้
สี่เรื่องนี้ผมตัดไปเขียนแยก จะทยอยลงในบล็อกนี้ครับ
- นโยบายโฆษณาธุรกิจสุขภาพและความงาม แต่ละเจ้าห้ามอะไร เขียนแบบไหนถึงผ่าน
- มูลค่าลูกค้าระยะยาวและการซื้อซ้ำ ตัวที่เปลี่ยนคำตอบเรื่องงบมากสุด
- ตั้ง GA4 ให้วัดถึงยอดขายจริง ไม่ใช่แค่จำนวนคนกดปุ่ม
- อ่านรายงานโฆษณาให้เป็น คอลัมน์ไหนควรดู คอลัมน์ไหนหลอกตา
คำถามที่เจอบ่อย
ยังไม่เคยเก็บอัตราปิดการขายเลย เริ่มยังไง
ประมาณแบบระมัดระวังไว้ก่อนครับ เช่นใส่ต่ำกว่าที่คิดสัก 20% แล้วเก็บข้อมูลจริงคู่กันไปหนึ่งเดือน พอครบเดือนค่อยเอาตัวเลขจริงมาแทน สิ่งที่ห้ามทำคือใส่ตัวเลขที่อยากให้เป็น
งบ 20,000 บาทต่อเดือน ยิงกี่แพลตฟอร์มดี
ที่เดียวครับ ถ้ามากกว่านั้นแต่ละที่จะได้ข้อมูลน้อยเกินกว่าที่ระบบจะเรียนรู้ได้ เลือกที่ที่ลูกค้าคุณอยู่มากที่สุดก่อน แล้วค่อยเพิ่มตอนงบโตขึ้น
ค่าโฆษณาเกิน 20% ของยอดขายแล้วต้องหยุดเลยไหม
ไม่ถึงกับต้องหยุดครับ ให้ดูก่อนว่าต้นทุนต่อดีลยังต่ำกว่ากำไรขั้นต้นอยู่หรือเปล่า ถ้ายังต่ำกว่าก็ยังมีกำไร แต่ควรรีบปรับกลุ่มเป้าหมายและครีเอทีฟ ส่วนถ้าสูงกว่าแล้วคือขาดทุนทุกออเดอร์ ให้หยุดชุดนั้นก่อน
ถ้าคำนวณแล้วงบเกินกำลังจะทำยังไง
แก้ที่อัตราส่วนก่อนแก้ที่งบครับ ในตัวอย่างคลินิก ถ้าดันอัตราปิดจากการนัดจาก 50% เป็น 60% งบจะลดจาก 167,000 เหลือราว 139,000 โดยไม่ต้องใช้เงินเพิ่มเลย
แหล่งอ้างอิง
- About Target CPA bidding — คำแนะนำให้ตั้งเป้าจากค่าเฉลี่ย 30 วัน และเกณฑ์ 30 conversionGoogle Ads Help
- About attribution models — โมเดลให้เครดิต และเหตุผลที่ตัวเลขข้ามแพลตฟอร์มไม่ควรเอามาบวกกันGoogle Ads Help
- Health and Wellness advertising standards — ข้อห้ามภาพก่อนหลังของกลุ่มลดริ้วรอย โบทอกซ์ และฟิลเลอร์Meta Transparency Center
- Healthcare and medicines policy — หมวดที่ต้องผ่านการรับรองก่อนโฆษณาGoogle Advertising Policies
- Healthcare and Pharmaceuticals policy — ข้อห้ามคำกล่าวอ้างเชิงรักษา และหัตถการรุกล้ำTikTok Advertising Policies
ลองทำเลย เปิดสเปรดชีตแล้วใส่กรวย 4 ขั้นด้วยตัวเลขจริงของคุณ ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที
ถ้าขั้นไหนใส่ไม่ได้เพราะไม่เคยเก็บ นั่นแหละคือสิ่งแรกที่ควรทำก่อนเพิ่มงบ ไม่ใช่การหาแพลตฟอร์มใหม่
และถ้าอยากลองทำเครื่องมือคำนวณงบของตัวเองไว้ใช้ ทุกวันนี้ทำได้ด้วย AI โดยไม่ต้องเขียนโค้ดเป็น ผมเขียนเรื่องนี้ไว้ใน บทความ Vibe Coding คืออะไร ครับ
ส่วนใครที่อ่านแล้วยังงงกับคำย่อในรายงานโฆษณา ผมรวมไว้ให้ครบใน บทความคำศัพท์ทางการตลาด 20 คำ แล้วครับ
อีกเรื่องที่ทำให้เสียงบโดยไม่รู้ตัวคือรูปที่ส่งไปยิงแอดขนาดไม่ตรงกับตำแหน่งที่แสดง ผมรวมขนาดไว้ให้ครบใน บทความขนาดรูป Facebook แล้วครับ
