สรุปสั้น ๆ
- Vibe Coding ตามนิยามต้นทางคือการปล่อยให้ AI เขียนโค้ดโดยเราไม่อ่านโค้ดเลย ไม่ใช่แค่ใช้ AI ช่วยเขียน
- Collins Dictionary เลือกเป็นคำแห่งปี 2025
- Veracode ทดสอบโมเดลกว่า 100 ตัว พบว่าโค้ดที่ AI เขียนผ่านการตรวจความปลอดภัยราว 56% และตัวเลขนี้แทบไม่ขยับมาทั้งปี
- เหมาะกับของที่พังแล้วไม่มีใครเดือดร้อน ไม่เหมาะกับอะไรที่แตะข้อมูลลูกค้าหรือเงิน
ปีที่ผ่านมาคำว่า Vibe Coding อยู่ทุกที่ครับ ทั้งในโพสต์ที่บอกว่าทำเว็บเสร็จใน 20 นาที และในโพสต์ที่ด่าว่ามันกำลังทำลายวงการซอฟต์แวร์
ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ใช้คำนี้แบบเหมารวม พอใครใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดก็เรียกว่า Vibe Coding หมด ทั้งที่นิยามต้นทางแคบกว่านั้นมาก และความต่างตรงนี้คือสิ่งที่ทำให้ตอบไม่ได้ว่างานชิ้นหนึ่งเชื่อถือได้แค่ไหน
บทความนี้ผมจะเล่าว่ามันคืออะไรจริง ๆ คนทำธุรกิจเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง มีข้อมูลอะไรที่ควรรู้ก่อน และเส้นแบ่งระหว่างงานที่ทำได้เลยกับงานที่ไม่ควรแตะอยู่ตรงไหน
ทำไมผมถึงเขียนเรื่องนี้
ผมเป็นนักการตลาดที่ใช้ AI สร้างของอยู่บ่อย ๆ ทั้งหน้าเว็บทดสอบไอเดียและเครื่องมือเล็ก ๆ ไว้ใช้ในทีม และเริ่มเห็นคนรอบตัวเอาวิธีนี้ไปใช้กับงานที่มีลูกค้าจริงอยู่ในนั้น
สิ่งที่หายไปจากบทสนทนาคือเส้นแบ่ง ระหว่างการลองเล่นกับการเอาไปใช้จริง ซึ่งสองอย่างนี้ความเสี่ยงต่างกันคนละเรื่อง
อ่านจบแล้วคุณจะรู้ว่างานแบบไหนลุยได้เลย งานแบบไหนต้องมีคนตรวจก่อน และงานแบบไหนที่ยังไม่ควรฝากไว้กับ AI
สารบัญ
Vibe Coding คืออะไร ต้นทางของคำนี้มาจากไหน
คำนี้มาจากโพสต์ของ Andrej Karpathy อดีตผู้อำนวยการฝ่าย AI ของ Tesla และหนึ่งในทีมก่อตั้ง OpenAI เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025
สิ่งที่เขาเขียนไว้ตรงไปตรงมามาก เขาบอกว่าเวลาทำแบบนี้เขา ลืมไปเลยว่าโค้ดมีอยู่จริง แทบไม่แตะคีย์บอร์ด และประโยคที่คนอ้างถึงมากที่สุดคือ เขากด Accept All ตลอด และไม่อ่านส่วนที่เปลี่ยนแปลงอีกแล้ว
อ่านตรงนี้ช้า ๆ นะครับ เพราะหัวใจของคำนี้ไม่ได้อยู่ที่ “ใช้ AI ช่วยเขียนโค้ด” แต่อยู่ที่ การเลือกที่จะไม่อ่านโค้ด ต่างหาก
ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2025 Collins Dictionary เลือก vibe coding เป็นคำแห่งปี โดยให้นิยามไว้กว้างกว่าเดิมว่าเป็นการใช้ AI ที่สั่งงานด้วยภาษาธรรมชาติเพื่อเขียนโค้ดคอมพิวเตอร์
สองนิยามนี้ไม่เหมือนกัน และความต่างนี้เองที่ทำให้เวลาคุยกันเรื่อง Vibe Coding มักคุยกันคนละเรื่อง

Vibe Coding ต่างจากการใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดทั่วไปยังไง
ผมชอบมองเป็นระดับมากกว่ามองเป็นมีหรือไม่มี เพราะในความเป็นจริงคนทำงานอยู่ตรงกลางกันเกือบทั้งหมด
| ระดับ | คนทำอะไร | อ่านโค้ดไหม | ความเสี่ยง |
|---|---|---|---|
| เขียนเองทั้งหมด | เขียนทุกบรรทัด | อ่าน | ต่ำ แต่ช้า |
| AI ช่วยเติม | เขียนเอง AI เติมให้ทีละบรรทัด | อ่าน | ต่ำ |
| AI เขียน คนตรวจ | สั่งเป็นภาษาคน แล้วไล่อ่านที่ AI เขียน | อ่าน | ปานกลาง |
| Vibe Coding | สั่ง ดูผลลัพธ์ ถ้าใช้ได้ก็ผ่าน | ไม่อ่าน | สูง |
มีงานวิจัยที่เก็บข้อมูลว่าคนทำงานแบบนี้จริง ๆ กันยังไง แล้วพบว่าในทางปฏิบัติแทบไม่มีใครทำสุดขั้วแบบที่ Karpathy เขียนไว้ ส่วนใหญ่ยังวนแก้ ยังอ่านบางส่วน และยังเข้าไปแก้เองเป็นจุด ๆ
งานวิจัยชิ้นเดียวกันยังชี้จุดที่มักพังไว้ด้วย เช่น การอธิบายสิ่งที่เห็นภาพในหัวออกมาเป็นคำพูดได้ยาก การที่โครงสร้างตอนแรกไปล็อกทางเลือกตอนหลัง และข้อที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดคือ ถ้าคนสั่งไม่มีความรู้พอ ก็จะมองไม่ออกว่าโค้ดที่ได้มามีปัญหา
เรื่องนี้สำคัญกับคนทำธุรกิจตรงที่ เวลามีคนบอกว่า “เว็บนี้ Vibe Code มา” ประโยคนั้นบอกอะไรเราไม่ได้เลย จนกว่าจะรู้ว่าเขาอยู่ระดับไหนในตารางข้างบน
คนทำธุรกิจเอา Vibe Coding ไปทำอะไรได้จริงบ้าง
ผมไม่ได้จะบอกว่ามันไม่ดีนะครับ ตรงกันข้าม มันเปลี่ยนความเร็วในการทดลองไอเดียไปเยอะมาก
งานที่ผมเห็นว่าได้ผลดีจริงมีลักษณะร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง คือเป็นของที่พังแล้วไม่มีใครเดือดร้อน
หน้าเว็บทดสอบไอเดีย อยากรู้ว่าข้อความแบบไหนคนสนใจกว่ากัน ทำสองหน้าแล้วยิงโฆษณาเข้าไปวัดผล ถ้าไอเดียไม่เวิร์กก็ทิ้ง ไม่ต้องเสียเวลาทีมพัฒนา
เครื่องมือคำนวณเล็ก ๆ เช่น ตัวคำนวณงบโฆษณาจากเป้ายอดขาย แบบที่ผมเขียนวิธีคิดไว้ใน บทความเรื่องการตั้งงบโฆษณา ของพวกนี้ตรรกะไม่ซับซ้อน และไม่ต้องเก็บข้อมูลใครไว้
Dashboard ดูตัวเลขในทีม เอาไฟล์ที่ทีมอัปเดตอยู่แล้วมาทำเป็นหน้าจอที่อ่านง่ายขึ้น ใช้กันเองในทีม ไม่เปิดสาธารณะ
ตัวอย่างให้ทีมพัฒนาดู อันนี้ผมว่ามีค่ามาก แทนที่จะเขียนบรีฟยาว ๆ แล้วอธิบายกันไม่ตรง ทำของที่กดได้จริงให้ดูเลยว่าอยากได้ประมาณนี้ แล้วให้ทีมไปทำของจริง
สคริปต์จัดการงานซ้ำ ๆ เช่น เปลี่ยนชื่อไฟล์เป็นร้อยไฟล์ หรือจัดข้อมูลในตารางใหม่ งานที่เมื่อก่อนต้องนั่งทำมือทั้งบ่าย
โค้ดที่ AI เขียนปลอดภัยแค่ไหน ข้อมูลจริงบอกอะไร
ตรงนี้คือส่วนที่ผมอยากให้อ่านมากที่สุด เพราะเป็นข้อมูลที่บทความภาษาไทยส่วนใหญ่ยังไม่ได้พูดถึง
Veracode ซึ่งเป็นบริษัทด้านความปลอดภัยของซอฟต์แวร์ ทดสอบโมเดล AI กว่า 100 ตัว ให้เขียนโค้ดใน 4 ภาษา แล้วเอาผลไปตรวจกับมาตรฐาน OWASP Top 10 ซึ่งเป็นรายการช่องโหว่ที่พบบ่อยที่สุดในเว็บ

ผลคือโค้ดที่ AI เขียนผ่านการตรวจความปลอดภัยเฉลี่ย 56% แปลว่าราว 44% ของงานที่ทดสอบมีช่องโหว่ติดมาด้วย
แต่ตัวเลขที่ผมคิดว่าน่าสนใจกว่าคือ เมื่อปีก่อนหน้าตัวเลขนี้อยู่ที่ 55% ผ่านไปทั้งปี ขยับขึ้นมาแค่จุดเดียว ทั้งที่ในช่วงเดียวกันโมเดลเก่งขึ้นแบบเห็นได้ชัด
รายงานเดียวกันสรุปประเด็นนี้ไว้คมมาก ว่าทุกวันนี้โมเดลเขียนโค้ดที่ถูกไวยากรณ์ได้เกือบ 100% แล้ว เรื่องไวยากรณ์ถือว่าจบ แต่เรื่องความปลอดภัยไม่ได้ไต่ขึ้นตามเส้นเดียวกัน
พูดอีกแบบคือ โค้ดที่รันได้ ไม่ได้แปลว่าโค้ดที่ไว้ใจได้ และสองอย่างนี้กำลังห่างกันขึ้นเรื่อย ๆ เพราะ AI เก่งขึ้นเฉพาะเรื่องแรก
ในรายงานฉบับปี 2025 ยังมีรายละเอียดที่น่ากลัวกว่านั้น คือช่องโหว่ประเภท Cross-Site Scripting ซึ่งเป็นช่องโหว่พื้นฐานที่ใช้ขโมยข้อมูลผู้ใช้ได้ โมเดลป้องกันไม่ได้ถึง 86% ของเคสที่เกี่ยวข้อง
อ่านตัวเลขนี้ยังไงให้ถูก
56% ไม่ได้แปลว่าห้ามใช้ AI เขียนโค้ด แต่แปลว่าถ้าไม่มีใครตรวจ โอกาสที่ของชิ้นนั้นจะมีช่องโหว่คือประมาณโยนหัวก้อย ซึ่งรับได้ถ้าเป็นของเล่นในเครื่องตัวเอง และรับไม่ได้ถ้ามีข้อมูลลูกค้าอยู่ในนั้น
งานแบบไหน Vibe Code ได้ งานแบบไหนไม่ควร
ผมใช้คำถามสามข้อนี้ตัดสินครับ ตอบแล้วรู้เลยว่าอยู่โซนไหน
หนึ่ง มีข้อมูลส่วนบุคคลของใครอยู่ในนั้นไหม ชื่อ เบอร์โทร อีเมล ที่อยู่ ประวัติการรักษา ถ้ามี ให้ถือว่าอยู่โซนแดงไว้ก่อน
สอง มีเงินเกี่ยวข้องไหม ระบบชำระเงิน การคำนวณราคา คูปองส่วนลด ถ้ามี ต้องมีคนตรวจ
สาม ถ้ามันพังตอนตีสาม ใครเดือดร้อน ถ้าคำตอบคือลูกค้า แปลว่ายังไม่ควรปล่อยไปโดยไม่มีคนดู

| โซน | ตัวอย่างงาน | ต้องทำอะไรก่อนใช้ |
|---|---|---|
| ทำได้เลย | หน้าทดสอบไอเดีย · เครื่องมือคำนวณ · Dashboard ในทีม · สคริปต์จัดไฟล์ | ไม่ต้อง ใช้แล้วพังก็แก้ |
| ทำได้ แต่ต้องมีคนตรวจ | หน้าเว็บบริษัท · ฟอร์มลงทะเบียน · ระบบจองคิว | ให้คนอ่านโค้ดเป็นตรวจก่อนขึ้นจริง |
| ยังไม่ควร | ระบบชำระเงิน · ระบบเก็บข้อมูลสุขภาพ · ระบบล็อกอิน · อะไรที่ต่อกับฐานข้อมูลลูกค้า | ใช้ของที่มีมาตรฐานรองรับแล้ว |
เรื่องกฎหมายก็ต้องพูดถึงครับ ถ้าเว็บของคุณเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ธุรกิจคือผู้ที่มีหน้าที่ดูแลข้อมูลนั้นตาม PDPA และมีหน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม
ถ้าข้อมูลรั่ว คนที่ต้องรับผิดชอบคือธุรกิจ ไม่ใช่เครื่องมือที่เขียนโค้ดให้ และการบอกว่า AI เป็นคนเขียนไม่ได้ช่วยอะไรเลย
ธุรกิจสุขภาพยิ่งต้องระวังกว่าคนอื่น เพราะข้อมูลสุขภาพถือเป็นข้อมูลอ่อนไหวที่กฎหมายคุ้มครองเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป
ถ้าจะเริ่มใช้ เริ่มยังไงให้ไม่เจ็บตัว
ห้าข้อนี้คือสิ่งที่ผมใช้เองครับ
1. เริ่มจากของที่ไม่มีข้อมูลใครอยู่ในนั้น ทำเครื่องมือคำนวณหรือหน้าทดสอบก่อน ให้คุ้นกับจังหวะการสั่งงานและการแก้ ก่อนจะขยับไปงานที่มีคนอื่นเกี่ยวข้อง
2. อย่าให้ AI แก้ของที่ใช้งานอยู่จริงโดยตรง ทำสำเนามาแก้ ทดสอบให้จบ แล้วค่อยเอาขึ้น ข้อนี้ฟังดูพื้นฐานแต่คนข้ามกันเยอะเวลารีบ
3. ถามหาสิ่งที่ตัวเองมองไม่เห็น ถ้าอ่านโค้ดไม่ออก ให้สั่ง AI อธิบายกลับมาเป็นภาษาคนว่าโค้ดนี้รับข้อมูลอะไรได้บ้าง เก็บอะไรไว้ที่ไหน และถ้ามีคนส่งข้อมูลแปลก ๆ เข้ามาจะเกิดอะไรขึ้น คำอธิบายที่ได้อาจไม่ครบ แต่ดีกว่าไม่ถามเลย
4. ก่อนขึ้นจริง ให้คนที่อ่านโค้ดเป็นดูสักคน ไม่ต้องเป็นทีมใหญ่ คนเดียวก็พอ ค่าจ้างตรวจสองชั่วโมงถูกกว่าค่าแก้ปัญหาข้อมูลรั่วมาก
5. รู้ตั้งแต่วันแรกว่าใครจะแก้ตอนมันพัง ข้อนี้คนลืมบ่อยที่สุด ของที่สร้างใน 20 นาทีอาจใช้เวลาแก้เป็นวันถ้าไม่มีใครเข้าใจว่าข้างในทำงานยังไง รวมถึงตัวคนสร้างเองที่ไม่ได้อ่านโค้ดตั้งแต่แรก
ข้อสุดท้ายนี่แหละครับที่ผมคิดว่าเป็นต้นทุนจริงของ Vibe Coding ไม่ใช่ค่าเครื่องมือ แต่เป็นค่าดูแลของที่ไม่มีใครในทีมเข้าใจ
คำถามที่เจอบ่อย
Vibe Coding ต้องเขียนโค้ดเป็นไหม
ไม่ต้องก็เริ่มได้ครับ แต่จะไปได้ไกลแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าเข้าใจสิ่งที่กำลังสร้างแค่ไหน คนที่พอมีพื้นฐานจะมองออกว่าตรงไหนแปลก และสั่งแก้ได้ตรงจุดกว่า ส่วนคนที่ไม่มีพื้นฐานเลยยังทำของใช้เองได้สบาย แต่ไม่ควรเอาไปใช้กับงานที่มีลูกค้าเกี่ยวข้องโดยไม่มีคนตรวจ
ทำเว็บบริษัทด้วย Vibe Coding ได้ไหม
ทำได้ครับ แต่จัดอยู่ในโซนที่ต้องมีคนตรวจก่อนขึ้นจริง โดยเฉพาะถ้ามีฟอร์มให้ลูกค้ากรอกข้อมูล เพราะจุดนั้นคือจุดที่ช่องโหว่ส่งผลถึงคนอื่น ถ้าเป็นเว็บที่มีแต่เนื้อหาอ่านอย่างเดียว ความเสี่ยงจะต่ำกว่ามาก
ต่างจาก No-code อย่าง Webflow หรือ Wix ยังไง
No-code ให้เราประกอบของจากบล็อกที่เจ้าของแพลตฟอร์มทำไว้และดูแลความปลอดภัยให้ เราทำได้เท่าที่เขามีให้ ส่วน Vibe Coding ได้โค้ดจริงออกมา ซึ่งยืดหยุ่นกว่ามาก แต่ความรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยก็ตกมาอยู่กับเราแทน สำหรับธุรกิจที่ไม่มีคนดูแลด้านเทคนิค No-code มักปลอดภัยกว่า
โค้ดที่ AI เขียนให้ เอาไปใช้เชิงพาณิชย์ได้ไหม
ขึ้นอยู่กับข้อตกลงการใช้งานของเครื่องมือแต่ละตัว ซึ่งไม่เหมือนกันและเปลี่ยนได้เรื่อย ๆ ก่อนเอาไปใช้กับงานลูกค้าควรอ่านข้อตกลงของเครื่องมือที่ใช้ให้ชัดก่อน ผมแนะนำให้เช็กเองทุกครั้ง เพราะเป็นเรื่องที่ตอบแทนกันไม่ได้
แล้วโปรแกรมเมอร์จะถูกแทนที่ไหม
จากข้อมูลที่มีตอนนี้ สิ่งที่ AI ทำได้ดีขึ้นมากคือการเขียนโค้ดที่รันได้ ส่วนการเขียนโค้ดที่ปลอดภัยยังไม่ดีขึ้นตาม แปลว่างานที่ต้องใช้คนตัดสินใจว่าอะไรเชื่อถือได้กลับสำคัญขึ้น ไม่ใช่น้อยลง ส่วนจะกระทบการจ้างงานยังไงในระยะยาว ยังเป็นเรื่องที่คนในวงการเห็นต่างกันอยู่ และผมคิดว่ายังเร็วเกินไปที่จะฟันธง
แหล่งอ้างอิง
- Collins Word of the Year 2025 — นิยาม vibe coding อย่างเป็นทางการCollins Dictionary
- Vibe coding: programming through conversation with artificial intelligence — คำพูดต้นทางของ Karpathy และจุดที่มักพังarXiv
- 2026 GenAI Code Security Report — อัตราผ่านความปลอดภัย 56% และการเทียบกับปีก่อนVeracode
- 2025 GenAI Code Security Report — ผลแยกรายภาษาและตัวเลข Cross-Site ScriptingVeracode
- OWASP Top 10 — มาตรฐานช่องโหว่ที่ใช้เป็นเกณฑ์ตรวจOWASP
Vibe Coding ไม่ใช่ของดีหรือของไม่ดีในตัวมันเอง มันคือเครื่องมือที่เร็วมากสำหรับงานกลุ่มหนึ่ง และเสี่ยงมากสำหรับงานอีกกลุ่มหนึ่ง คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำงานกลุ่มไหนอยู่
ถ้าอยากให้ช่วยดูว่างานที่คุณกำลังจะทำอยู่โซนไหน หรือควรใช้เครื่องมือแบบไหน ปรึกษาทีม Wellness Wise ได้ครับ
