สรุปสั้น ๆ
- SEO แข่งให้ติด 10 อันดับ GEO แข่งให้เป็น 1 ใน 2-7 แหล่งที่ AI หยิบไปอ้างอิง
- Google บอกตรง ๆ ว่าไม่ต้องทำ schema หรือไฟล์ใหม่เพื่อขึ้น AI Overviews
- ที่ช่วยได้จริงคือตอบคำถามให้ชัดตั้งแต่ต้น และถูกเว็บอื่นพูดถึง
- เริ่มเองได้ด้วย 5 ขั้น ส่วนใหญ่เป็นงานเนื้อหา
ช่วงนี้ผมโดนถามบ่อยว่า “คนไปถาม ChatGPT กันหมดแล้ว ทำ SEO ต่อยังคุ้มไหม” พอไปหาคำตอบก็เจอคำว่า GEO เต็มไปหมด บางเจ้าขายเป็นบริการใหม่ แพงกว่า SEO อีก
ผมเลยไล่อ่านเอกสารต้นทางของ Google กับ OpenAI และงานวิจัยที่บัญญัติคำนี้ขึ้นมา พบว่ามันไม่ลึกลับขนาดนั้น หลายอย่างทำเองได้เลย
ทำไมผมถึงเขียนเรื่องนี้
เพราะคำว่า GEO ถูกใช้ขายของเยอะ จนเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่มีหลักฐานกับสิ่งที่เดาเอาเริ่มเบลอ ผมเลยรวบเอกสารต้นทางมาไว้ที่เดียว
อ่านจบแล้วคุณควรตอบได้ว่าต้องรีบทำอะไรก่อน และถ้ามีคนมาเสนอขายแพ็กเกจ GEO จะถามกลับได้ว่าเขาทำอะไรให้บ้าง
GEO คืออะไรกันแน่
GEO ย่อจาก Generative Engine Optimization มาจากงานวิจัยของ Princeton และ Georgia Tech ปี 2023 หมายถึงการปรับเนื้อหาให้ถูกหยิบไปตอบในเครื่องมือค้นหาที่ขับด้วย AI
จุดต่างคือ หน้าผลลัพธ์ไม่ได้มี 10 ลิงก์ให้เลือกแล้ว AI สรุปคำตอบมาให้เลย แล้วอ้างอิงไม่กี่แหล่ง ถ้าคุณไม่ได้อยู่ในนั้น คนก็ไม่เห็นคุณ ต่อให้ติดอันดับ 4 ก็ตาม
ต่างจาก SEO ตรงไหน
เทียบให้ดูง่าย ๆ แต่บอกก่อนว่าไม่ใช่คนละเรื่องกันนะครับ ฐานส่วนใหญ่ใช้ร่วมกันได้
| ประเด็น | SEO | GEO |
|---|---|---|
| เป้าหมาย | ติดอันดับต้น ๆ | ถูกอ้างอิงในคำตอบของ AI |
| พื้นที่ที่มี | ราว 10 ลิงก์ต่อหน้า | ปกติ 2-7 แหล่งต่อคำตอบ |
| การวัดผล | เห็นชัดใน Search Console | ดูจากช่อง AI Assistant ใน GA4 |
| งานหลัก | โครงสร้าง คีย์เวิร์ด ลิงก์ | ตอบให้ชัด ถูกเว็บอื่นพูดถึง |

ที่ต้องย้ำคือ Google เขียนตรง ๆ ว่า ไม่มีข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับ AI Overviews และไม่ต้องทำ schema พิเศษ หน้าเว็บแค่ต้องถูก index และแสดง snippet ได้ตามปกติ ใครบอกว่าต้องเติม llms.txt ถึงจะติด ยังไม่มีเอกสารรองรับ
เริ่มเองยังไง 5 ขั้น
1. เช็ก robots.txt ก่อน ถ้าบล็อก OAI-SearchBot ไว้ เว็บจะไม่ขึ้นในผลค้นหาของ ChatGPT ตัวนี้คนละตัวกับ GPTBot ที่เก็บข้อมูลไปเทรนโมเดล จะบล็อกตัวเทรนแต่เปิดตัวค้นหาก็ได้
2. ตอบให้จบใน 2-3 ประโยคแรก AI ชอบหยิบย่อหน้าที่ตอบตรงคำถาม ถ้าเกริ่นยาวค่อยเข้าเรื่อง โอกาสก็น้อยลง
3. ใส่ตัวเลขและแหล่งที่มา งานวิจัย GEO พบว่าการเพิ่มสถิติ การอ้างอิง และคำพูดผู้เชี่ยวชาญ ช่วยเพิ่มโอกาสถูกอ้างอิงได้สูงสุดราว 40%
4. ทำให้คนอื่นพูดถึงคุณ ยากสุดแต่จำเป็น เพราะ AI มักดึงเรื่องที่หลายเว็บยืนยันตรงกัน
5. วัดผลที่ช่อง AI Assistant ใน GA4 ตั้งแต่พฤษภาคม 2569 GA4 แยกทราฟฟิกจาก ChatGPT Gemini และ Claude ให้แล้ว วิธีดูอยู่ในบทความนี้
สังเกตไหมครับว่า 4 ใน 5 ข้อคืองาน SEO ที่ดีอยู่แล้ว ถ้าพื้นฐานยังไม่แน่น กลับไปดู E-E-A-T ก่อนคุ้มกว่า
คำถามที่เจอบ่อย
ต้องเลิกทำ SEO แล้วมาทำ GEO แทนไหม
ไม่ต้องครับ AI ส่วนใหญ่ยังดึงข้อมูลจากผลการค้นหา ถ้าเว็บไม่ติดอันดับเลย โอกาสถูกอ้างอิงก็ต่ำตาม มอง GEO เป็นชั้นต่อยอดจาก SEO จะตรงกว่า
ต้องทำไฟล์ llms.txt ไหม
ยังไม่มีรายใหญ่รายไหนประกาศว่าใช้ไฟล์นี้ และ Google ระบุว่าไม่ต้องสร้างไฟล์แบบใหม่ ทำเผื่อไว้ไม่เสียหาย แต่อย่าคาดหวังผล
นานแค่ไหนถึงเห็นผล
ยังไม่มีตัวเลขกลางที่เชื่อถือได้ เพราะแต่ละเจ้าอัปเดตดัชนีไม่เท่ากัน ที่วัดได้จริงคือเทียบช่อง AI Assistant ใน GA4 เดือนต่อเดือน
แหล่งอ้างอิง
- GEO: Generative Engine Optimization — Aggarwal และคณะ งานวิจัยที่บัญญัติคำว่า GEO และรายงานตัวเลข 40%arxiv.org
- AI features and your website — เอกสารที่ระบุว่าไม่ต้องทำ schema หรือไฟล์ใหม่Google Search Central
- OpenAI crawlers — OAI-SearchBot, GPTBot, ChatGPT-User และวิธีตั้ง robots.txtOpenAI Developers
- Creating helpful, reliable, people-first content — กรอบ Who / How / WhyGoogle Search Central
สรุปแบบไม่อ้อมค้อม GEO ไม่ใช่ศาสตร์ใหม่ที่ต้องเริ่มจากศูนย์ มันคือ SEO ที่ดี บวกความชัดเจนอีกชั้น
ถ้าเลือกทำได้ข้อเดียว ผมเลือกข้อ 2 ครับ เพราะช่วยทั้งคนอ่านและ AI พร้อมกัน
